Giza · c. 2560 BC

มหาพีระมิดสร้างอย่างไร

จากเรื่องเล่าแรงงานทาสแสนคน สู่หลักฐานหมู่บ้านคนงานและบันทึกปาปิรุสโบราณ

ยังถกเถียงเริ่มอ่าน ↓ใช้เวลาอ่านราว 7 นาที
ภาพจินตนาการประกอบเรื่อง มหาพีระมิดสร้างอย่างไร
ภาพจินตนาการประกอบ ไม่ใช่ภาพจากหลักฐาน
ก่อนอ่าน: เรื่องราวการสร้างมหาพีระมิดแห่งกิซาถูกเล่าขานผ่านตำนานมานาน โดยเฉพาะบันทึกของเฮโรโดตัสที่อ้างว่ามีการเกณฑ์คนนับแสน ปัจจุบันหลักฐานทางโบราณคดี ทั้งหมู่บ้านคนงานและบันทึกปาปิรุส ช่วยให้เห็นภาพการทำงานชัดขึ้นมาก แต่วิธียกหินขึ้นไปถึงยอดยังเป็นข้อถกเถียง

Iมหาศิลาแห่งกิซา

บนที่ราบสูงหินปูนริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ มหาพีระมิดแห่งกิซาตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลากว่าสี่พันห้าร้อยปี สิ่งก่อสร้างนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยของฟาโรห์คูฟู แห่งราชวงศ์ที่สี่ในยุคราชอาณาจักรเก่า ราว 2,560 ปีก่อน ค.ศ. โดยชาวกรีกในยุคหลังรู้จักพระองค์ในพระนามคีออปส์ เอกสารโบราณระบุว่าผู้ดูแลการก่อสร้างและควบคุมงานช่างหลวงคือเฮมิอูนู มหาเสนาบดีและพระญาติของฟาโรห์

มหาพีระมิดประกอบด้วยบล็อกหินปูนและหินแกรนิตประมาณสองล้านสามแสนก้อน น้ำหนักเฉลี่ยก้อนละราวสองตันครึ่ง คานหินแกรนิตเหนือห้องฝังพระศพบางก้อนหนักหลายสิบตัน ตัวพีระมิดมีความสูงเดิมราว 146.6 เมตร และมีฐานกว้างด้านละประมาณ 230 เมตร ฐานของมหาพีระมิดได้ระดับน้ำเกือบสมบูรณ์ และด้านทั้งสี่หันตรงเข้าหาทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก โดยคลาดเคลื่อนจากทิศเหนือจริงเพียงไม่ถึงหนึ่งในสิบของหนึ่งองศา

IIแรงงานแสนคนตามคำเล่าของเฮโรโดตัส

นานนับพันปี ผู้คนรับรู้เรื่องการสร้างพีระมิดผ่านบันทึกของเฮโรโดตัส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกผู้เดินทางไปเยือนอียิปต์ราว 450 ปีก่อน ค.ศ. หลังจากมหาพีระมิดสร้างเสร็จไปแล้วกว่าสองพันปี เขาบันทึกตามคำบอกเล่าของนักบวชว่าคีออปส์เป็นกษัตริย์กดขี่ สั่งปิดวิหารทั่วแผ่นดิน และบังคับให้ชาวอียิปต์ทุกคนมาใช้แรงงาน (เฮโรโดตัส 2.124)

เฮโรโดตัสอ้างว่า มีการเกณฑ์แรงงานถึงหนึ่งแสนคน ผลัดเปลี่ยนกันทำงานกลุ่มละสามเดือน ใช้เวลาสร้างถนนลำเลียงหินสิบปี และสร้างตัวพีระมิดอีกยี่สิบปี สำหรับการยกหิน เขาบันทึกว่าชาวอียิปต์ใช้เครื่องกลทำจากท่อนไม้สั้นยกหินขึ้นไปทีละขั้นบันได (เฮโรโดตัส 2.124–125) นักประวัติศาสตร์ปัจจุบันมองว่า เรื่องนี้เป็นคำเล่าต่อกันมาที่สะท้อนมุมมองของยุคหลัง ไม่ใช่บันทึกจากยุคสร้างพีระมิด

IIIชุมชนคนงานที่กิซา

ภาพเรื่องแรงงานทาสเปลี่ยนไปเมื่อมีการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ ในช่วงทศวรรษ 1980 ถึง 1990 มาร์ก เลห์เนอร์ และ ซาฮี ฮาวาสส์ ค้นพบซากชุมชนโบราณขนาดใหญ่ทางใต้ของมหาพีระมิด เรียกว่า เฮต เอล-กูรับ หรือเมืองของผู้สร้างพีระมิด ชุมชนนี้มีผังเมืองเป็นระเบียบ มีที่พัก โรงอบขนมปัง และพื้นที่เตรียมอาหาร

นักโบราณคดีพบกระดูกสัตว์จำนวนมหาศาล ทั้งวัว แกะ และแพะ แสดงว่าคนงานได้รับเนื้อสัตว์คุณภาพดีเป็นอาหารสม่ำเสมอ ซึ่งในอียิปต์โบราณเนื้อวัวเป็นอาหารชั้นสูง ในสุสานคนงานใกล้พีระมิด ยังพบโครงกระดูกหลายโครงที่กระดูกหักแล้วได้รับการรักษาจนติดกัน การที่คนงานได้ฝังศพใกล้พีระมิดของฟาโรห์ ทำให้นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่ทาสอย่างที่เคยเข้าใจกัน แต่เป็นช่างและแรงงานที่รัฐเกณฑ์มาทำงานและเลี้ยงดู

IVระบบเกณฑ์แรงงานและศรัทธา

นักโบราณคดีประเมินกันว่า คนงานทั้งหมดในแต่ละช่วงน่าจะมีราวสองหมื่นถึงสามหมื่นคน ไม่ใช่หนึ่งแสน มีทั้งช่างฝีมือประจำ และแรงงานที่หมุนเวียนมาจากทั่วอาณาจักร นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าการเกณฑ์คนเกิดขึ้นมากในช่วงแม่น้ำไนล์หลากท่วมทุ่ง ซึ่งชาวนาเพาะปลูกไม่ได้ และรัฐเลี้ยงอาหารตอบแทน

คนงานถูกแบ่งเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีชื่อเรียกของตัวเอง ในช่องว่างเหนือห้องฝังพระศพของคูฟู มีรอยหมึกแดงที่ช่างเขียนไว้บนก้อนหิน เป็นชื่อกลุ่มคนงาน เช่น "มิตรสหายของคูฟู"

Vบันทึกปาปิรุสของเมเรอร์

ในปี ค.ศ. 2013 คณะสำรวจของปิแอร์ ทาลเลต์ ค้นพบเอกสารปาปิรุสเก่าแก่ที่สุดในโลกในถ้ำริมทะเลแดงที่ วาดี อัล-จาร์ฟ ชิ้นสำคัญที่สุดคือสมุดบันทึกรายวันของนายตรวจเรือชื่อ เมเรอร์ เขียนขึ้นในปีที่ยี่สิบหกหรือยี่สิบเจ็ดในรัชสมัยฟาโรห์คูฟู ซึ่งเป็นช่วงท้ายของการสร้างมหาพีระมิด

เมเรอร์บันทึกงานของคณะคนงานของเขาเป็นรายวัน เล่าถึงการขนหินปูนสีขาวเนื้อเนียนจากเหมืองทูราทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ ล่องเรือผ่านทางน้ำมายังกิซา บันทึกยังเอ่ยถึงอังค์ฮาฟ เจ้าชายผู้เป็นพระญาติใกล้ชิดของคูฟู ในฐานะผู้ดูแลงาน

VIทางน้ำและเลื่อนไม้

บันทึกของเมเรอร์ยืนยันระบบขนส่ง หินปูนแกนกลางตัดจากเหมืองบนที่ราบสูงกิซา หินปูนเปลือกนอกมาจากทูรา ส่วนหินแกรนิตก้อนมหึมาขนมาจากเหมืองอัสวานไกลกว่าแปดร้อยกิโลเมตร วิศวกรอาศัยลำน้ำสาขาของแม่น้ำไนล์และขุดคลองส่งน้ำลึกเข้ามาจนเรือเทียบท่าได้ถึงเชิงผากิซา

เมื่อขึ้นฝั่ง ช่างลำเลียงหินด้วยเลื่อนไม้ขนาดใหญ่ ภาพเขียนในสุสานยุคต่อมาแสดงภาพคนยืนหน้ารถเลื่อนคอยรินน้ำลงบนทราย การทดลองทางฟิสิกส์สมัยใหม่ยืนยันว่าน้ำในปริมาณพอเหมาะช่วยประสานเม็ดทรายและลดแรงเสียดทานลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง ทำให้คนไม่กี่สิบคนสามารถลากหินหนักหลายตันได้

VIIปริศนาทางลาดที่ยังถกเถียง

แม้วิธีขนส่งจะชัดเจน แต่วิธีนำหินกว่าสองล้านก้อนขึ้นสู่ยอดสูงเกือบหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรยังคงเป็นปริศนาใหญ่ ทางลาดตรงจะต้องยาวมากและใช้วัสดุมหาศาล ส่วนทางลาดวนรอบนอกก็บดบังแนวสายตาจนควบคุมแนวดิ่งและเหลี่ยมมุมได้ยาก สถาปนิกบางท่านจึงเสนอทฤษฎีทางลาดวนภายในเนื้อหิน แต่ยังขาดหลักฐานยืนยันเด็ดขาด ยังถกเถียง

ในปี ค.ศ. 2018 นักโบราณคดีค้นพบระบบทางลาดโบราณที่เหมืองหินเศวตศิลาแห่ง หัตนุบ แสดงทางลาดชันที่มีเสาไม้สำหรับคล้องเชือกช่วยทดแรงดึง ยืนยันว่าชาวอียิปต์มีความรู้เรื่องการผ่อนแรงเพื่อชักลากหินขึ้นที่ชัน แต่การประยุกต์ใช้จริงที่มหาพีระมิดยังเป็นเรื่องที่ศึกษาและถกเถียงกันอยู่

VIIIจริงแค่ไหน

เรื่องเล่าแรงงานทาสนับแสนคนที่ถูกบังคับทำงานตามบันทึกของเฮโรโดตัส (เฮโรโดตัส 2.124–125) เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หลักฐานจากหมู่บ้านคนงานที่กิซาและบันทึกปาปิรุสของเมเรอร์ชี้ว่า มหาพีระมิดสร้างด้วยแรงงานที่รัฐเกณฑ์และเลี้ยงดู มีการจัดการอย่างเป็นระบบ และใช้ทางน้ำขนหิน ทว่ารูปแบบทางลาดและกลไกการยกหินสู่ยอดสุดยังคงเป็นประเด็นที่นักโบราณคดียังถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน ยังถกเถียง

ต้นฉบับอ่านเองได้