Persia · 559–530 BC

ไซรัสมหาราช

จากผู้นำแคว้นอันชานสู่ผู้สร้างจักรวรรดิเปอร์เซียและผู้พิชิตบาบิโลน

มีหลักฐานเริ่มอ่าน ↓ใช้เวลาอ่านราว 8 นาที
ภาพจินตนาการประกอบเรื่อง ไซรัสมหาราช
ภาพจินตนาการประกอบ ไม่ใช่ภาพจากหลักฐาน
ก่อนอ่าน: เรื่องเล่าของไซรัสมหาราชอิงจากประวัติศาสตร์ของเฮโรโดตัส เล่ม 1 ผสานกับหลักฐานอักษรลิ่มอย่างจารึกทรงกระบอกของไซรัสและพงศาวดารนาโบนิดัส เรื่องเล่าวัยเด็กมีลักษณะเป็นตำนาน ขณะที่การพิชิตดินแดนใหญ่มีหลักฐานโบราณคดียืนยันชัดเจน

Iความฝันและทารกในป่า

ก่อนที่เปอร์เซียจะรุ่งเรือง ดินแดนแถบนี้อยู่ใต้การปกครองของมีเดีย เฮโรโดตัสเล่าว่า กษัตริย์แอสไทอะจีสฝันเห็นเถาองุ่นงอกจากร่างมันดาเนผู้เป็นธิดาแล้วแผ่คลุมทั่วเอเชีย โหรเตือนว่าโอรสของนางจะมาชิงบัลลังก์ พระองค์จึงส่งธิดาไปแต่งงานกับแคมไบซีส ผู้นำแคว้นอันชานในเปอร์เซีย แต่เมื่อนางตั้งครรภ์ กษัตริย์สั่งฮาร์ปากัสขุนนางสนิทให้นำทารกไปฆ่าทิ้ง (เฮโรโดตัส 1.107–108)

ฮาร์ปากัสไม่กล้าลงมือ จึงมอบเด็กให้มิธราดาตีสคนเลี้ยงวัวไปทิ้งบนเขา บังเอิญภรรยาคนเลี้ยงวัวเพิ่งคลอดลูกที่ตาย ทั้งสองจึงสลับเด็กแล้วแอบเลี้ยงไว้ สิบปีต่อมาในการเล่นของเด็ก ๆ ไซรัสสั่งโบยลูกขุนนางมีเดียที่ไม่เชื่อฟัง เมื่อแอสไทอะจีสสืบจนรู้ความจริง โหรชี้ว่าคำทำนายผ่านพ้นไปแล้ว กษัตริย์จึงส่งเขากลับเปอร์เซีย (เฮโรโดตัส 1.109–121)

IIสาส์นในท้องกระต่าย

ไซรัสขึ้นครองอันชานราว 559 ปีก่อน ค.ศ. ฮาร์ปากัสซึ่งแค้นที่เคยถูกลงโทษให้กินเนื้อลูกชาย ได้ลอบส่งจดหมายชวนกบฏไปให้ไซรัส โดยซ่อนสาส์นไว้ในท้องกระต่ายป่า เมื่อไซรัสได้รับสาส์น เขาสั่งชาวเปอร์เซียถางป่าหนามทั้งวันจนหมดแรง รุ่งขึ้นกลับจัดงานเลี้ยงอย่างดี แล้วถามว่าชอบชีวิตแบบใด เมื่อทุกคนเลือกวันที่สอง ไซรัสจึงชวนให้ร่วมสู้เพื่อเป็นเสรีชน (เฮโรโดตัส 1.123–126)

ในปี 550 ก่อน ค.ศ. ทัพมีเดียแปรพักตร์ไปเข้ากับไซรัสตามแผนของฮาร์ปากัส แอสไทอะจีสยกทัพมาสู้เองแต่พ่ายแพ้ พงศาวดารนาโบนิดัสบันทึกตรงกันว่า ทหารมีเดียจับตัวกษัตริย์ส่งให้ไซรัส ไซรัสยึดเมืองหลวงเอคบาทานา เขาไว้ชีวิตแอสไทอะจีสและให้ขุนนางมีเดียมาร่วมบริหารจักรวรรดิ (เฮโรโดตัส 1.127–130)

IIIกองทัพอูฐที่ซาร์ดิส

โครอิซัส กษัตริย์แห่งลิเดีย หวาดเกรงเปอร์เซีย จึงส่งคนไปขอคำทำนายจากเดลฟี คำทำนายบอกว่า หากข้ามแม่น้ำฮาลิสไป เขาจะทำลายจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ โครอิซัสมั่นใจว่าจะชนะจึงยกทัพข้ามแม่น้ำมาปะทะกับไซรัสที่เทเรีย แต่ไม่มีใครแพ้ชนะเด็ดขาด โครอิซัสจึงถอยกลับไปซาร์ดิส โดยคิดว่าฤดูหนาวจะทำให้ศึกหยุดชะงัก (เฮโรโดตัส 1.53, 1.76–77)

แต่ไซรัสเดินทัพตามติดจนถึงซาร์ดิส ฮาร์ปากัสแนะนำให้ใช้อูฐขนเสบียงมาเดินเป็นแนวหน้า เมื่อม้าศึกของลิเดียได้กลิ่นอูฐก็ตกใจเตลิดหนี ทหารลิเดียต้องลงมาสู้บนพื้นและถูกต้อนกลับเข้าเมือง ไม่นานทหารเปอร์เซียก็ปีนหน้าผาส่วนที่ไม่มีเวรยามและยึดซาร์ดิสได้สำเร็จราว 546 ปีก่อน ค.ศ. (เฮโรโดตัส 1.79–84)

เฮโรโดตัสเล่าว่าโครอิซัสเกือบถูกเผาบนกองฟืน แต่เมื่อเขาร้องถึงคำสอนของโซลอน ไซรัสเกิดความสงสารจึงสั่งดับไฟและไว้ชีวิต แม้ฉากกองฟืนอาจเป็นเรื่องแต่งตามคติกรีก แต่การที่ลิเดียตกเป็นของเปอร์เซียคือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (เฮโรโดตัส 1.86–87)

IVคืนที่บาบิโลนเปิดประตู

มหานครต่อไปคือบาบิโลน กษัตริย์นาโบนิดัสทำให้ชาวเมืองไม่พอใจ พระองค์ละเลยเทพมาร์ดุกซึ่งเป็นเทพหลัก แล้วหันไปนับถือเทพแห่งดวงจันทร์ ทั้งยังทิ้งเมืองหลวงไปประทับที่โอเอซิสนานหลายปี ปล่อยให้เบลชัสซาร์โอรสดูแลเมือง ความแตกแยกระหว่างราชสำนักกับนักบวชทำให้บาบิโลนอ่อนแอลง

ในฤดูใบไม้ร่วงปี 539 ก่อน ค.ศ. ทัพเปอร์เซียชนะบาบิโลนที่เมืองโอพิสริมแม่น้ำไทกริส กำแพงเมืองบาบิโลนหนาใหญ่ แต่มีแม่น้ำยูเฟรติสไหลผ่านกลางเมือง เฮโรโดตัสเล่าว่า ไซรัสขุดคลองเบี่ยงน้ำจนน้ำลดเหลือระดับต้นขา ในคืนเทศกาล ทหารเปอร์เซียจึงลุยน้ำลอดแนวกำแพงเข้ายึดเมืองได้ (เฮโรโดตัส 1.190–191)

แต่บันทึกฝ่ายบาบิโลน ทั้งพงศาวดารนาโบนิดัสและจารึกของไซรัส ระบุว่าบาบิโลนยอมจำนนโดยแทบไม่มีการสู้รบ นาโบนิดัสถูกจับ และในปลายเดือนตุลาคม 539 ปีก่อน ค.ศ. ไซรัสเสด็จเข้าเมือง จารึกของไซรัสเองเล่าว่าชาวเมืองออกมาต้อนรับพระองค์อย่างยินดี ซึ่งเป็นถ้อยคำจากฝ่ายผู้ชนะ

Vจารึกดินเผาและการคืนถิ่น

หลังยึดบาบิโลน ไซรัสสั่งจารึกนโยบายลงบนทรงกระบอกดินเผาด้วยอักษรลิ่ม ค้นพบในปี ค.ศ. 1879 โดยฮอร์มุซด์ รัสซัม ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์บริติช ในจารึกนี้ ไซรัสระบุว่าเทพมาร์ดุกเลือกพระองค์มาปกครอง เพื่อฟื้นฟูความยุติธรรมและความสงบสุขแก่บ้านเมือง

ไซรัสสั่งห้ามทหารปล้นสะดม คืนอิสรภาพให้เชลยชนชาติต่าง ๆ กลับสู่มาตุภูมิเดิม พร้อมทั้งคืนเทวรูปศักดิ์สิทธิ์กลับสู่วิหาร นโยบายนี้สอดคล้องกับคัมภีร์ฮีบรูในหนังสือเอสราและหนังสืออิสยาห์ ซึ่งบันทึกว่าไซรัสอนุญาตให้ชาวยิวเดินทางกลับเยรูซาเล็มเพื่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ ทั้งยังยกย่องไซรัสว่าเป็นผู้ได้รับการเจิมของพระเจ้า

ในยุคหลังมีผู้ยกย่องจารึกนี้ว่าเป็นปฏิญญาสิทธิมนุษยชนฉบับแรก แต่นักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายว่า จารึกนี้เป็นถ้อยคำประกาศตามธรรมเนียมของกษัตริย์เมโสโปเตเมีย ไม่ใช่เอกสารสิทธิมนุษยชนในความหมายปัจจุบัน

VIมรณกรรมแดนตะวันออก

ช่วงท้ายรัชกาล ไซรัสขยายอำนาจสู่ทุ่งหญ้าเอเชียกลาง แต่การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ราว 530 ปีก่อน ค.ศ. มีบันทึกไว้ขัดแย้งกันอย่างมาก เฮโรโดตัสระบุว่า ไซรัสยกทัพไปรบกับชาวแมสซาเกตี ชนเผ่าเร่ร่อนนำโดยราชินีโทมิริส พระองค์ลวงจับราชโอรสของนางได้ และโอรสฆ่าตัวตายในค่ายเปอร์เซีย (เฮโรโดตัส 1.205–213)

โทมิริสนำทัพเข้าปะทะอย่างดุเดือด ทัพเปอร์เซียพ่ายแพ้และไซรัสถูกสังหาร เฮโรโดตัสเล่าว่า โทมิริสสั่งตัดศีรษะไซรัสแล้วจุ่มลงในถุงหนังบรรจุเลือด เพื่อให้ได้ดื่มเลือดสมความกระหาย แต่เฮโรโดตัสเองยอมรับว่า การตายของไซรัสมีเล่าไว้หลายแบบ และเขาเพียงเลือกเรื่องที่เห็นว่าน่าเชื่อถือที่สุด (เฮโรโดตัส 1.214)

ขณะที่เซโนฟอนเขียนในไซโรพีเดียว่า ไซรัสสิ้นพระชนม์อย่างสงบบนเตียงนอนในพระราชวัง ส่วนบันทึกอื่นบอกว่าบาดเจ็บจากการรบแล้วเสียชีวิต แต่ร่างของไซรัสถูกนำกลับมาฝังไว้ที่ปาซาร์กาด สุสานหินยังคงตั้งอยู่ในอิหร่านจนถึงปัจจุบัน เมื่ออเล็กซานเดอร์มหาราชมาถึง พระองค์เสด็จมาเคารพสุสานและสั่งบูรณะส่วนที่เสียหาย

VIIจริงแค่ไหน

เรื่องเล่าวัยเด็กเกี่ยวกับทารกที่ถูกทิ้งในป่าและคนเลี้ยงวัวเก็บไปเลี้ยง เป็นโครงเรื่องคลาสสิกของตำนานโบราณ คล้ายกับเรื่องของซาร์กอนแห่งอัคคัด เฮโรโดตัสยอมรับว่าชาวเปอร์เซียเล่าเรื่องการเกิดของไซรัสถึงสี่แบบ นักประวัติศาสตร์จึงมองว่าเป็นตำนานราชสำนักที่แต่งขึ้นภายหลัง ยังถกเถียง

การพิชิตมีเดีย ลิเดีย และบาบิโลน มีหลักฐานอักษรลิ่มยืนยัน ทั้งพงศาวดารนาโบนิดัสและจารึกทรงกระบอกของไซรัส แม้เรื่องการขุดเบี่ยงแม่น้ำยูเฟรติสและฉากราชินีโทมิริสจุ่มศีรษะลงในถุงเลือดจะเป็นเรื่องเล่าของเฮโรโดตัสที่ขัดแย้งกับหลักฐานอื่น ส่วนการคืนเทวรูปสู่วิหารและการให้ผู้คนกลับถิ่นเดิม มีทั้งจารึกทรงกระบอกและคัมภีร์ฮีบรูเล่าไว้สอดคล้องกัน

ต้นฉบับอ่านเองได้